08 เม.ย. เจาะลึกโครงสร้างต้นทุนที่มีผลต่อกำไรของบริษัท

โครงสร้างต้นทุน (Cost Structure)
คือหัวใจสำคัญของการบริหารกำไร
ดังนั้นหากเราไม่รู้ว่าเงินไหลออกไปที่ไหนบ้าง ก็ไม่มีทางรู้เลยว่า
ควรจะ “ลด” ตรงไหนถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราจะแยกส่วนประกอบของต้นทุนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
————————–
1. Variable Cost (ต้นทุนผันแปร)
หลักการ คือ ผลิตมาก จ่ายมาก / ไม่ผลิต ก็ไม่ต้องจ่าย
นี่คือต้นทุนที่วิ่งตาม “จำนวนชิ้น” ของการผลิตโดยตรง
เช่น หากคุณผลิต 1 ชิ้น คุณจ่าย 1 ชุด หากผลิต 1,000 ชิ้น คุณก็จ่าย 1,000 ชุด
ประกอบด้วย เช่น
1.1 ค่าวัตถุดิบทางตรง (Direct Materials) เช่น
หากผลิตกระเป๋าผ้า ก็คือค่าผ้า, ซิป, ด้าย และป้ายยี่ห้อ
1.2 ค่าแรงทางตรง (Direct Labor) สำหรับในกรณีที่จ่ายค่าจ้างแบบ ” รายชิ้น ”
หรือค่า OT ที่เกิดขึ้นตามยอดสั่งผลิตที่เพิ่มขึ้น
1.3 ค่าบรรจุภัณฑ์และขนส่ง (Packaging & Shipping)
ยิ่งส่งของเยอะ ค่ากล่องและค่าส่งก็ยิ่งสูงขึ้น
1.4 ค่าพลังงานในกระบวนการผลิต เช่น ค่าไฟของเครื่องจักรที่เดินเครื่อง
ตามชั่วโมงการผลิตจริง
เป็นต้น
บทสรุป :
มุมมองการบริหาร :
ต้นทุนส่วนนี้ สามารถลดได้ทันที เช่น
– โดยการเจรจากับ Supplier เพื่อขอส่วนลดเมื่อซื้อปริมาณมาก (Economy of Scale)
– หรือการลดของเสีย (Waste Reduction) ในกระบวนการผลิต ยิ่งลดของเสียได้มาก ต้นทุนต่อชิ้นก็จะยิ่งต่ำลง
————————–
2. Fixed Cost (ต้นทุนคงที่)
หลักการ คือ ผลิตเท่าไหร่ ก็ต้องจ่ายเท่าเดิม
นี่เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้น แม้ว่าวันนี้จะไม่ได้เดินเครื่องจักรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ก็เป็นภาระที่ธุรกิจต้องแบกรับไว้
ประกอบด้วย เช่น
2.1 ค่าเช่า (Rent) เช่น ค่าเช่าโรงงานหรือออฟฟิศ
2.2 เงินเดือนพนักงานประจำ (Salaries) เช่น พนักงานฝ่ายบริหาร บัญชี
หรือฝ่ายผลิตที่รับเงินเดือนคงที่
2.3 ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร (Depreciation) ที่เมื่อคุณซื้อเครื่องจักรมา 1 เครื่อง
มูลค่าของมันจะลดลงทุกปีตามการใช้งานและเวลา
2.4 ค่าเบี้ยประกันและภาษีที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ เช่น ประกันอัคคีภัย หรือภาษีที่ดิน
เป็นต้น
ซึ่งหัวใจสำคัญของต้นทุนคงที่ หรือ Fixed Cost ถูกเฉลี่ยลงใน 1 ชิ้น
ฉะนั้นแม้ยอดรวมคงที่ แต่เมื่อเรานำมาคำนวณเป็น “ต้นทุนต่อหน่วย”
มันจะเปลี่ยนแปลงตามจำนวนที่ผลิต คือ
– ผลิตน้อย , ต้นทุน Fixed Cost ต่อชิ้น จะสูง (เพราะมีตัวหารน้อย)
– ผลิตมาก , ต้นทุน Fixed Cost ต่อชิ้นจะต่ำ (เพราะมีตัวหารมาก)
ตัวอย่างเช่น
ถ้าค่าเช่าโรงงาน 10,000 บาท
* ผลิต 10 ชิ้น = แบกค่าเช่าชิ้นละ 1,000 บาท
* ผลิต 1,000 ชิ้น = แบกค่าเช่าเหลือเพียงชิ้นละ 10 บาท
บทสรุป :
มุมมองการบริหาร :
ต้นทุนส่วนนี้ จะสามารถลดก็ต่อเมื่อ
– ต้องผลักดันในเกิดยอดการผลิตที่ปริมาณมากขึ้น ( ทำให้ต้นทุน/ต่อหน่วย ถูกลง )
– ยกเลิก/ลดค่าใช้จ่ายเหล่านั้นลง เช่น ลดค่าเบี้ยประกัน/ค่าเช่า โดยเจรจา และหรือ
ปรับเปลี่ยนกระบวนการให้ดีขึ้น เป็นต้น
————————–
ข้อควรระวัง :
นักธุรกิจมือใหม่มักลืมคำนวณ Fixed Cost เข้าไปในราคาสินค้า
ทำให้ดูเหมือนมีกำไรขั้นต้น (GP) เยอะ แต่พอสิ้นเดือนกลับไม่มีเงินเหลือ
เพราะถูกค่าเช่าและเงินเดือนกลืนกินไปหมดครับ
ดังนั้นแล้ว การกำหนดราคาขายสินค้า/งานบริการ จำเป็นต้องคำนวนต้นทุนทั้ง 2 ส่วนนี้
ให้ครบถ้วน เพื่อให้มีกำไรของบริษัท